เทคนิคการเลือกการ์ดแต่งงาน

เทคนิคการเลือกการ์ดแต่งงาน

เทคนิคการเลือกการ์ดแต่งงาน

วันที่ 2019-01-06 01:12:01 | ผู้ชม: 650 | ID: #144945

 เพราะวันแต่งงานเป็นวันสำคัญครั้งเดียวในชีวิตของคุณ การ์ดแต่งงาน จึงเป็นเสมือน ปราการด่านแรกที่จะทำให้ญาติพี่น้อง เพื่อนๆ หรือแขกที่มาร่วมงานรู้สึกประทับใจ ดังนั้น การ์ดแต่งงาน ควรจะมีความสวยงาม ประณีต พร้อมๆ กับเอกลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็น ตัวคุณ เพราะ การ์ดแต่งงาน เป็นตัวแทนของคู่บ่าว-สาวในการนำข่าวสารที่ระบุสาระสำคัญ รายละเอียดต่างๆ

 ประเภทของการ์ด         เพราะวันแต่งงานเป็นวันสำคัญครั้งเดียวในชีวิตของคุณ การ์ดแต่งงาน จึงเป็นเสมือน ปราการด่านแรกที่จะทำให้ญาติพี่น้อง เพื่อนๆ หรือแขกที่มร่วมงานรู้สึกประทับใจ ดังนั้น การ์ดแต่งงาน ควรจะมีความสวยงาม ประณีต พร้อมๆ กับเอกลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็น ตัวคุณ เพราะ การ์ดแต่งงาน เป็นตัวแทนของคู่บ่าว-สาวในการนำข่าวสารที่ระบุสาระสำคัญ รายละเอียดต่างๆ



การ์ดที่นิยมใช้กันแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทดังนี้ค่ะ 

           การ์ดสำเร็จรูป (Ready Card) เป็นการ์ดที่ผู้ผลิตรายใหญ่พิมพ์ขายทีละมากๆ การ์ดแต่ละรูปแบบจึงมีจำนวนมาก การ์ดแบบนี้คุณสามารถใส่ลูกเล่นได้แค่ข้อความ เลือกปั๊มฟรอยสีทองหรือสีเงินเท่านั้น เป็นแบบที่หาซื้อได้ทั่วไป ราคาไม่แพง 

           ฟิวชั่น/โมเดิร์นการ์ด (Fusion/Modern Card) การผลิตใกล้เคียงกับการ์ดสำเร็จรูป แต่มีรูปแบบและลูกเล่นที่ทันสมัยขึ้น เพราะเป็นแบบที่ดีไซเนอร์ของแต่ละร้านออกแบบเป็นพิเศษและสั่งพิมพ์จำนวนค่อนข้างมาก แต่ละร้านมีแบบหลากหลายให้ลูกค้าเลือก เปลี่ยนได้เฉพาะตัวอักษรเหมือนการ์ดสำเร็จรูป แต่ดีไซน์เฉพาะตัวสวยงามกว่า ราคาไม่แพงมาก 

           การ์ดปรับเปลี่ยนได้ (Custom-Made Card) มีรูปแบบสวยงามร่วมสมัยมากขึ้น แต่ละร้านมีแบบไว้ให้เลือกอยู่แล้ว คุณสามารถเปลี่ยนสี เปลี่ยนรูปบางส่วนได้ แต่ไม่ได้มากเหมือนการ์ดเฉพาะบุคคล ราคาปลานกลางถึงค่อนข้างสูง ใช้เวลาผลิตนานกว่าการ์ดสำเร็จรูปและโมเดิร์นการ์ด 

           การ์ดเฉพาะบุคคล ( Personalized Card) การ์ดที่สามารถออกแบบตามความชอบ ปรับรูปแบบดีไซน์ได้ทุกอย่าง เป็นการ์ดแบบยูนีกไม่เหมือนใคร ออกแบบเฉพาะงานของคู่นั้นๆ สามารถออกแบบให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ของงาน ร้านทำการ์ดแบบนี้ต้องมีดีไซเนอร์เป็นผู้ออกแบบ ราคาสูง และระยะเวลาการผลิตก็นานที่สุดด้วย




 ลักษณะของ "การ์ดแต่งงาน" จะมีอยู่ 2 ลักษณะคือ  



          
++ เป็นทางการ ที่จะให้ความสำคัญกับการใช้ภาษา ลักษณะตัวอักษร รวมไปถึงคุณสมบัติพิเศษของกระดาษ สี และการพิมพ์  



          ++ ไม่เป็นทางการ แต่มีรูปแบบสร้างสรรค์ มีวิธีการนำเสนอที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์พิเศษในการเลือกใช้ภาพถ่าย กราฟิกพลิกแพลง รวมไปถึงสิ่งละอันพันละน้อยมาประดิดประดอยตกแต่ง
 



          สำหรับการ์ดที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน จะมีรูปแบบหน้าตาที่แตกต่างกัน นอกจากจะต่างกันด้วยสีและดีไซน์ของภาพแล้ว สามารถแยกออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ตามรูปแบบการพับการ์ด ซึ่งใช้เรียกกันทั่วไป ดังนี้




 1. Flat Card  

          การ์ดที่ไม่มีการพับ และมีข้อความพิมพ์อยู่ที่ด้านหน้า
                



 2. Card withWrap  

          คือการ์ดที่มีการพิมพ์ข้อความลงบนกระดาษ ที่เป็นไส้ด้านใน แล้วมีกระดาษ พับเหมือนเป็นกระดาษ ห่ออยู่ด้านนอกอีกชั้น 




 3. Slide Fold  

          การ์ดพับเปิดด้านข้าง มีข้อความตัวอักษร ทั้งด้านหน้าและด้านใน




 4. Top Fold  

          การ์ดพับ ปิดขึ้นด้านบน มีข้อความตัวอักษรทั้งด้านหน้าและด้านใน




 5. Tri-fold  

          การ์ดมีลักษณะพับเปิดแง้มออก ซ้อนกัน 2 ครั้ง ข้อความสำคัญจะพิมพ์อยู่ที่ช่วงกลางของ กระดาษ




 6. Gate-Fold  

          ลักษณะการเปิดการ์ดจะเหมือนการเปิด ประตู 2 บานแง้ม ออกมาพร้อมกัน ส่วนข้อความมักจะ พิมพ์อยู่ที่ช่วงกลางของกระดาษ


   

 ปัจจัยที่ทำให้การ์ดมีราคาต่างกัน
 

     

           จำนวน เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่ายิ่งสั่งการ์ดจำนวนมาก ราคาจะยิ่งถูกลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฺ์ดแบบเฉพาะบุคคล ควรสั่งอย่างต่ำ 300 ใบ ไม่เช่นนั้นราคาต่อใบจะค่อนข้างสูง ต่างจากการ์ดสำเร็จรูปและโมเดิร์นการ์ดที่สามารถสั่งพิมพ์จำนวนน้อย เริ่มต้นที่ 50 ใบก็ได้ เพราะจ่ายเพิ่มจากตัวการ์ดเฉพาะค่าบล็อกพิมพ์ข้อความ แต่หากสั่งเยอะราคาการ์ดก็จะถูกลง เพราะฉะนั้นหากต้องการการ์ดจำนวนน้อย ดีไซน์สวย ราคาไม่แพงมาก การ์ดแบบฟิวชั่นก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ  ส่วนใหญ่แล้วการ์ดสำเร็จรูปและการ์ดโมเดิร์นที่สั่งพิมพ์ 300 ใบขึ้นไป ทางร้านมักไม่เก็บค่าบล็อก ราคาเฉลี่ยตกประมาณใบละสิบกว่าบาท 



           กระดาษ เนื้อกระดาษก็มีผลสำคัญกับราคาการ์ด กระดาษที่นิยมนำมาทำการ์ดเช่น กระดาษอาร์ต กระดาษมีเท็กเจอร์ต่างๆ และกระดาษมุก ปกติกระดาษอาร์ตมีราคาไม่แพง ในขณะที่กระดาษมุกมีราคาสูงที่สุด 



           เทคนิค ปัจจุบันการผลิตการ์ดมีเทคนิกหลากหลายรูปแบบ เช่น ปั้มเงิน ปั้มทอง ปั้มนาค ปั้มนูน อาบสปอตให้เกิดความด้านหรือมัน การประดับริบบิ้นและปรุกระดาษ โดยปกติราคาค่าปั้มนูนจะสูงกว่าการปั้มฟรอยสีเงินและสีทองเล็กน้อย แต่การอาบสปอตมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง การประดับริบบิ้นผ้าสวยๆ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 5 บาท เพราะต้องใช้แรงงานคนที่มีฝีมือประณีต ส่วนเทคนิกการปรุกระดาษ หากเป็นลายปรุตรงๆ หรือไม่คดโค้งมาก จะใช้การไดคัทปกติ ราคาจึงไม่แพงมาก แต่หากชอบลายปรุวิจิตรชดช้อย โรงพิมพ์ต้องใช้เลเซอร์ในการตัดกระดาษ ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง 



           Good Timing  

     

           5 เดือนก่อนแต่ง เริ่มหาข้อมูล เก็บเรเฟอร์เร้นท์การ์ดแบบที่ชอบไว้เยอะๆ แล้วนำมาประมวลว่าเรเฟอร์เร้นท์ส่วนใหญ่ที่คุณเลือกเก็บไว้เป็นสไตล์ไหน จะได้มีแนวทางชัดเจนว่าที่จริงแล้วคุณชอบการ์ดแบบไหน สีสันแบบไหนกันแน่ การมีแนวทางที่ชัดเจนจะทำให้เลือกแบบการ์ดได้ง่ายขึ้น ดีไซเนอร์ก็จะออกแบบการ์ดได้ถูกใจคุณมากขึ้น บางคู่เอาการ์ดที่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของธีมงานเลย เพราะการนำตัวอย่างการ์ดไปให้นักจัดดอกไม้ คนจัดสถานที่ของโรงแรมหรือฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จะทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจง่ายขึ้นว่าบ่าวสาวต้องการอะไร 

     

           3-4 เดือนก่อนแต่ง เลือกร้านทำการ์ดที่ถูกใจ คุยกับดีไซเนอร์ว่าคุณชอบการ์ดแบบไหน เมื่อดีไซเนอร์ออกแบบแล้วจะส่งแบบมาให้คุณดู หากไม่ถูกใจก็พอมีเวลาปรับเปลี่ยน ระหว่างนี้นำแบบไปให้คุณพ่อคุณแม่ดู เมื่อตกลงเลือกแบบแล้ว ต้องยืนยันจำนวนพิมพ์ หลังจากนั้นประมาณสามสัปดาห์จึงจะได้การ์ด 

  

           2 เดือนก่อนงานแต่ง คุณควรมีการ์ดไว้กับตัวแล้ว ยิ่งถ้าแต่งงานช่วงปลายปี ยิ่งต้องรีบทำการ์ดไว้แต่เนิ่นๆ เพราะช่วงปลายปี โรงพิมพ์ทุกที่จะมีงานเยอะมาก ทั้งงานปฎิทิน งานพิมพ์การ์ดอวยพร นอกจากนี้ยังเป็นช่วงที่มีวันหยุดเยอะ เพราะฉะนั้นอย่านอนใจ ควรเผื่อเวลาไว้มากๆ หากเกิดข้อผิดพลาดใดๆ คุณจะได้มีเวลาแก้ไขได้ทัน
 

Tag คำค้นหา |


Related