จีนแห่ซื้ออสังหาฯไทยเน้นลงทุน 52%

จีนแห่ซื้ออสังหาฯไทยเน้นลงทุน 52%

วันที่ 2017-06-09 09:39:55 | ผู้ชม: 326 | ID: #192663

       ไป่ตู้ แอคเซส เผยจีนแห่ซื้ออสังหาฯ ต่างประเทศ ไทยติดอันดับ 3 ซื้อเพื่อลงทุนกว่า 52% ครองอันดับ3 ในเอเชีย

 


         ปีที่ผ่านมามียอดการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยโดยชาวจีน โดยอันดับ 1 เป็นการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 51.8% อันดับที่ 2 ซื้อเพื่ออยู่อาศัย 38.8% และอันดับที่ 3 เพื่อรองรับการย้ายที่อยู่อาศัย 7.8 %

โดยมีชาวจีนสนใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ติด 1 ใน 10 ของโลก และเป็นอันดับที่ 3 ในเอเชียรองจาก ญี่ปุ่น และมาเลเซีย
 

         นางสาวพัชรพร สิริทรัพย์วงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด และประชาสัมพันธ์ ไป่ตู้ แอคเซส กล่าวว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ทางไป่ตู้ ประเทศไทย ได้วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวด้านการลงทุนของชาวจีนว่าเป็นที่น่าจับตามอง เนื่องจากที่ดินในประเทศจีนมีราคาที่สูงกว่าที่ดินในประเทศไทยประมาณ 20% อีกทั้งอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยมีอัตราการเติบโต และมีการแข่งขันสูง ทำให้ชาวจีนจำนวนมากเลือกที่จะเข้ามาลงทุนกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่นในเอเชีย    โดยเชื่อว่า ระดับราคาของอสังหาริมทรัพย์มีผลต่อการขายต่อ การเปลี่ยนมือ และการทำกำไร นักลงทุนชาวจีนมักจะเลือกช่องทางการซื้ออสังหาริมทรัพย์ผ่านนายหน้า
 

          นอกจากนี้ประเทศไทยยังเป็นที่น่าจับตาในปัจจัยทางด้านการลงทุนจากชาวจีน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีผู้ประกอบการจากประเทศจีนลงทุนด้านฐานการผลิตที่ประเทศไทยจำนวนมาก โดยในปี 2559 มีเงินลงทุนจากชาวจีนที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยกว่า 24,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเม็ดเงินการลงทุนที่มากเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีการคาดการณ์อีกว่าจะมีอัตราการเติบโตอีกราว 30% ในปี 2560
 

        ไป่ตู้ แอคเซส แนะนำผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ให้ศึกษาพฤติกรรมลูกค้าชาวจีน เพื่อการรองรับการขยายตัวของธุรกิจอสังหาฯ ในประเทศไทยต่อไป นอกจากนี้แล้วการให้ข้อมูลที่ถูกต้องหรือการโฆษณาเพื่อสร้างการจดจำและความน่าเชื่อถือที่ดีของลูกค้าชาวจีนที่มีต่อการลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์ในไทยนั้น สามารถทำได้หลากหลายช่องทาง เพราะในปัจจุบันการสื่อสารทางออนไลน์ มีความเร็วและง่ายที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ความท้าทายอยู่มุมมองและข้อมูลที่นำเสนอว่าของใครจะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เร็วกว่ากัน และสามารถสร้างการจดจำและความน่าเชื่อถือให้ได้สูงสุด


ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ