เอาใจขาช็อป! เมกาบางนาเท95ล้านผุดสะพานกลับรถ บางนากม.7 แก้คอขวด-ย่นระยะทาง2กม.เสร็จปี’63

เอาใจขาช็อป! เมกาบางนาเท95ล้านผุดสะพานกลับรถ บางนากม.7 แก้คอขวด-ย่นระยะทาง2กม.เสร็จปี’63

เอาใจขาช็อป! เมกาบางนาเท95ล้านผุดสะพานกลับรถ บางนากม.7 แก้คอขวด-ย่นระยะทาง2กม.เสร็จปี’63

วันที่ 2018-11-02 09:45:06 | ผู้ชม: 55 | ID: #195831

เอาใจขาช็อป! เมกาบางนาเท95ล้านผุดสะพานกลับรถ บางนากม.7 แก้คอขวด-ย่นระยะทาง2กม.เสร็จปี’63

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์​ อธิบดี​กรมทางหลวง​ (ทล.)​ เปิดเผยว่า บริษัท เอสเอฟ ดีเวลอปเมนท์ จำกัด ผู้บริหารห้างสรรพสินค้า “เมกาบางนา” มอบเงินจำนวน 95 ล้านบาท ให้กับกรมทางหลวง เพื่อสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างสะพานกลับรถแห่งใหม่ บริเวณ ถ.บางนา-ตราด กม.7 เขตทางหลวงหมายเลข 34 (ถ.เทพรัตน) เป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ที่จะเข้ามาใช้บริการ ไม่ต้องไปกลับรถที่สะพานกลับรถบริเวณ กม.4.5 อีกต่อไป

เนื่องจากสะพานกลับรถนี้มีห่างจากเมกาบางนาเพียง 1 กม. และถือว่าลดปัญหาการจราจรได้ในอีกทางหนึ่ง เพราะแค่รถยนต์ที่ออกมาจากเมกาบางนาและต้องใช้สะพานกลับรถเดิม ก็มีจำนวนสูงถึง 1.3 ล้านคัน/เดือนแล้ว เมื่อมีสะพานกลับรถนี้จะช่วยระบายความหนาแน่นของการจราจรได้ประมาณ 40% อีกทั้งทำให้ผู้ที่ต้องการกลับรถไปทาง จ.ชลบุรี ย่นระยะทางจากสะพานกลับรถเดิมได้ 2 กม.

ขั้นตอนหลังจากนี้ จะเป็นการหาผู้รับจ้างก่อสร้างแบบ E-Bidding คาดว่าจะใช้เวลา 3 เดือน และจะเริ่มก่อสร้างภายในต้นปี 2562 ใช้เวลาก่อสร้าง 1 ปี แล้วเสร็จในปี 2563 โดยโครงสร้างของสะพานจะเหมือนกับสะพานกลับรถในบริเวณใกล้ๆ กันคือ จะมีความกว้างประมาณ 8 เมตร มี 2 ช่องจราจร ความสูงประมาณ 5-7 เมตร ใช้ทางขึ้น-ลงเดียวกับโครงการทางพิเศษบูรพาวิถี ซึ่งโครงการได้รับอนุญาตจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เรียบร้อยแล้ว

“เงินที่เมกาบางนาให้มานั้น จะเป็นงบก่อสร้างทั้งโครงการ รวมป้ายจราจรและระบบไฟส่องสว่างแล้ว แต่ก็ต้องมาเปิดประมูลตามขั้นตอนของราชการปกติ หากเราสร้างแล้วมีเงินเหลือเราก็จะคืนบริษัทไป แต่ถ้าการก่อสร้างเกินวงเงินก็ต้องเจรจากับเมกาบางนาอีกที แต่อย่างไรก็ตาม จะพยายามควบคุมให้การก่อสร้างอยู่ในงบ 95 ล้านบาทให้ได้ และเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ กำลังคุยกับเมกาบางนาว่า จะต้องโอนให้ ทล.ดูแลหรือไม่ แต่การบำรุงรักษาอาจจะให้ทางเมกาบางนาเป็นผู้รับหน้าที่ไป ถ้าหากทางเมกาทำไม่ได้ เราก็ยินดีช่วยเหลือ” นายอานนท์กล่าว


ขอบคุณที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์



Related